เทศน์บนศาลา

ธรรมหอคอย

๑ พ.ค. ๒๕๖๙

ธรรมหอคอย

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต


เทศน์บนศาลา วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี


ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ฟังธรรมเพื่อประพฤติปฏิบัติธรรมไง ถ้าเราจะประพฤติปฏิบัติธรรม เราต้องมีศีล มีสมาธิ และมีปัญญา

ปัญญาๆ ปัญญาเกิดจากมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง ด้วยอำนาจวาสนาของเรา เรามีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เราถึงจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติดัดแปลงตนให้เป็นคนที่ดีขึ้น

ถ้าดีขึ้นๆ ดีที่ไหน

ดีขึ้นมาในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ดีขึ้นมาจากกิเลสตัณหาความทะยานอยาก

กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันขับดันให้เราอยู่ในโอวาทของกิเลส กิเลสพาอีลุ่ยฉุยแฉก กิเลสพาสมบุกสมบันขึ้นมาทั้งชีวิต แล้วมีแต่ความทุกข์ความระทมในหัวใจของตน แต่ก็ไม่เข้าใจไง

แต่ด้วยอำนาจวาสนาของคนนะ ถ้าคนมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เริ่มต้นด้วยประเพณีวัฒนธรรม มันก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แล้วถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมาจะออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติตน ดัดแปลงกิเลสในหัวใจของตน ถ้าดัดแปลงกิเลสในหัวใจของตน อยู่ในอำนาจของธรรมไง

สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

แต่คำว่า “จิตสงบ” คำว่า “สัมมาสมาธิ” สัมมาสมาธิมันเป็นความเข้าใจของใคร

ถ้าเป็นความเข้าใจของปุถุชนคนหนา เป็นความเข้าใจของทางโลก มันก็มีความอบอุ่นในหัวใจของตน แต่ถ้าเป็นทางธรรมๆ นะ มันไม่ใช่เป็นอย่างนั้น

ทางธรรมๆ ขึ้นมา จิตสงบคือไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

คำว่า “มีอารมณ์ความรู้สึกในหัวใจของตน” นั่นน่ะอารมณ์ ว่างๆ ว่างๆ คิดถึงแต่ความว่าง มันก็เป็นอารมณ์ความว่าง พอมันเป็นความว่างขึ้นมาด้วยอำนาจวาสนาของคนที่มันต่ำต้อย มันก็คิดว่าสิ่งนี้เป็นธรรมๆ

แต่ถ้าคนที่มันมีอำนาจวาสนามันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก มันไม่เป็นอย่างนั้น มันมีที่มาที่ไป ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีผล มีที่มาที่ไปทั้งสิ้นสิ

แล้วเริ่มต้นของคน คนเราเกิดมา เราเกิดจากพ่อจากแม่ แต่เราก็มองข้ามไปซะ มองข้าม ข้ามพ่อข้ามแม่ ข้ามคนในครอบครัวของตน ว่าเราจะแสวงหาความสุขด้วยความพอใจของตน

เวลาในสังคมเขาชักจูงกันไปไง ที่ไหนมีศรัทธา ที่นั่นมีเหยื่อ เรามีศรัทธามีความเชื่อในพระพุทธศาสนา แต่ด้วยวุฒิภาวะ ด้วยความอ่อนแอของหัวใจของตน เราแสวงหาคุณงามความดี แล้วเวลาเขามาโฆษณาชวนเชื่อก็เชื่อเขาไปๆ เชื่อเขาไป เขาพาไปไหนน่ะ

ในวงกรรมฐานๆ ครูบาอาจารย์ของเราไม่ทำอย่างนั้น ครูบาอาจารย์ของเรานะ ไม่ต้องแบกหามสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ใช้ชีวิตของตนในความเป็นปกติของตน แล้วฝึกหัดปฏิบัติในหัวใจของตนให้มันดีขึ้น

แต่ความฝึกหัดปฏิบัติในหัวใจให้มันดีขึ้น ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง สิ่งมีชีวิตต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย เวลามนุษย์ สัตว์มันต้องมีปัจจัย ๔ ปัจจัย ๔ เพื่อดำรงชีวิตของตน ดำรงชีวิตของตน เราเกิดมาแล้วเราจะดำรงชีวิตอย่างไร จะดำรงชีวิตอย่างไร

เราเกิดมาแล้วต้องมีการศึกษาหาความรู้ หาความรู้แล้วต้องมีหน้าที่การงานของเรา มีหน้าที่การงานของเราเพื่อแลกกับปัจจัย ๔ ปัจจัย ๔ เพื่อดำรงชีวิต มันก็เป็นความทุกข์ความยากกับการหาอยู่หากิน เป็นความทุกข์ความยากกับหน้าที่การงานของตน สิ่งที่ได้มาๆ พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหรือไม่ ชักหน้าไม่ถึงหลังไง ปากกัดตีนถีบขึ้นมาเพื่อดำรงชีวิตของตน นั่นก็เป็นบาปกรรมของสัตว์

เวลาสัตว์เกิดมา เกิดมาเป็นผู้ที่มีสติมีปัญญา มีครอบครัวที่อุดมสมบูรณ์ เขาก็สร้างบุญสร้างกุศลของเขามา สร้างบุญกุศลของเขามา แต่เขาจะรักษาทรัพย์สมบัติของชาติตระกูลของตนไว้ได้หรือไม่ อยู่ที่สติปัญญาของตนไง

มีคนมากมายมหาศาลที่เป็นลูกเศรษฐีๆ แต่ดูแลทรัพย์สินของชาติของตระกูลตัวเองไม่ได้ไง กลับเป็นทุกข์คนเข็ญใจมากมายมหาศาล นั่นเป็นเพราะอะไร

เป็นเพราะ

๑. เรื่องบาปเรื่องบุญของตน

๒. ด้วยสติด้วยปัญญาของตน

ฉะนั้น เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีสติมีปัญญาของตน เรามีหน้าที่การงานของตนเพื่อหาปัจจัยดำรงชีวิต ดำรงชีวิต ถ้ามีสติมีปัญญามันมีเท่านี้เท่านั้นแหละ

แต่ถ้าเป็นกระแสสังคม กระแสโลก ชีวิตต้องหรูหรา ชีวิตจะต้องตามแฟชั่น นั่นเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์แล้ว

มีคนมากมายมหาศาลที่เขามีทรัพย์สินของเขานะ เขาใช้ของเรื่องธรรมดาๆ ทั้งนั้นน่ะ เขาไม่เห่อเหิมทะเยอทะยาน นั้นมันก็เป็นจริตเป็นนิสัย คำว่า “จริตนิสัย” มันเป็นอำนาจวาสนา อำนาจวาสนาของแต่ละคนมันทำให้ชีวิตของตนนั่นแหละจะทุกข์จะยาก จะลำบากลำบนขนาดไหน นั่นมันก็เป็นจริตนิสัยของตน

แต่ถ้าคนที่เขามีคุณธรรมในหัวใจของเขา เขาประหยัดมัธยัสถ์ของเขา เขาไม่หาสิ่งฟุ่มเฟือยขึ้นมาเพื่อเป็นภาระหน้าที่แบกหามให้มันทุกข์ให้มันยากทั้งนั้นน่ะ

เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เรามาบวชพระ บวชพระๆ ขึ้นมา พระ เวลาบวชพระแล้วมีศีลมีธรรม มีศีลมีธรรมโดยเป็นวัดบ้าน เขาก็อยู่โดยประสาวัดบ้านของเขา ถ้าเรามีสติปัญญาขึ้นมา เราจะเป็นวัดป่า วัดป่า วัดป่าก็วัดที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา

เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญเพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดปฏิบัติมาจนถึงที่สุดแห่งทุกข์

พอถึงที่สุดแห่งทุกข์ ท่านมาทบทวนของท่าน ท่านมาได้อย่างไร

เริ่มต้นขึ้นมา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเรียวแหลม ศาสนาหมดมรรคหมดผลไปแล้ว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็ฝึกหัดปฏิบัติของท่านขึ้นมาจนเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของท่าน มันจะหมดยุคหมดสมัยไปไหน

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง “เมื่อใดผู้ที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมยังมีอยู่ โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย”

ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงในพระพุทธศาสนา ถ้าปฏิบัติตามข้อเท็จจริงในพระพุทธศาสนา มันมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีการประพฤติปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔

เพราะผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาทำความสงบของใจเข้ามาเป็นสมถกรรมฐาน ยกขึ้นสู่วิปัสสนาในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ มีกาย มีเวทนา มีจิต มีธรรม

เพราะคนเราเกิดมามีกายกับใจ ถ้ากายกับใจฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้วมาทบทวนๆ ไง มาทบทวนถึงว่า การกระทำของตน การกระทำของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำมามากน้อยขนาดไหน ท่านถึงรู้จักกิเลส ถึงมีข้อวัตรปฏิบัติๆ

ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมามันก็อยู่ในเสขิยวัตรนั่นแหละ มันอยู่ในปาติโมกข์นั่นแหละ แต่คนเห็นคุณค่าของมันหรือไม่ แล้วใช้มันเป็นหรือไม่ แล้วจะเป็นประโยชน์กับการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติหรือไม่ แล้วคนที่ไม่มีอำนาจวาสนาก็จับต้นชนปลายไม่ได้ จะหาหลักหาเกณฑ์มาจากไหน

แต่เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านมีหลักมีเกณฑ์ของท่าน ท่านทำขึ้นมาโดยข้อเท็จจริงในหัวใจของท่าน ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันมีเหตุ มันมีผล มันมีที่มา มันมีที่ไป

มีที่มาที่ไปตรงไหน

มีที่มาที่ไปเวลาหลวงปู่มั่นท่านออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของท่านไง ท่านเห็นนิมิตไงว่าท่านจะได้ข้ามขอนภพขอนชาติ เวลาข้ามไปแล้วได้ขี่ม้าขาว ควบม้าขาวไปถึงตู้พระไตรปิฎก ยังไม่ทันได้เปิด ออกจากฝันเสียก่อน ถ้ายังต่อเนื่องไป ท่านยังมีสติปัญญาของท่านอีกมากมายมหาศาล

นี่ไง มันมีที่มาที่ไป มีคนที่มีอำนาจวาสนาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ แล้ววางแนวทางไว้นี่ไง ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมานี่

กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญอีกหนตั้งแต่ท่านวางข้อวัตรปฏิบัติไว้ให้เป็นวงกรรมฐาน ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ถ้าจะฝึกหัดตามความเป็นจริงขึ้นมา พยายามศึกษาค้นคว้าขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริง

เวลาภาคปริยัติ ภาคปริยัติศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย เวลามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสิ่งที่สูงส่งมาก สูงส่งจนเราจับต้องสิ่งใดไม่ได้เลย

เวลาชาวพุทธเรา ทุกบ้านเรือนก็มีหิ้งพระเอาไว้บูชาไง กราบพระ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น แล้วมีเวล่ำเวลาก็นั่งสมาธิเพื่อความสงบสุข แล้วถ้ามีสติมีปัญญา ชีวิตก็มีความปกติสุข เป็นมงคลชีวิต ชีวิตมีที่พึ่งที่อาศัย ไม่ว้าเหว่ ไม่หลงไปในพวกติรัจฉานวิชา ในเรื่องไสยศาสตร์

เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง คนไม่มีอำนาจวาสนาจะไม่มีโอกาสได้นับถือพระพุทธศาสนา คนที่มีอำนาจวาสนาขึ้นมา ได้ออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าคนมีอำนาจวาสนาขึ้นมา ออกบวชเป็นพระเป็นนักรบ จะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน ถ้ามันมีอำนาจวาสนาไง

ธรรมะหอคอยงาช้าง เราเห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย มันสูงส่งนะ รัตนตรัย เวลาพุทธมามกะ เราถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เวลาเราฝึกหัดออกประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เรามีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นมา แล้วพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่ไหน

ถ้าเป็นพวกหอคอยงาช้างไง มันก็รอแต่กิเลสที่มันปลิ้นมันปล้อน มันหลอกมันลวง มันเท็จทูลแต่เรื่องที่ดีงาม ฟังแต่เรื่องดีๆ ทำสิ่งใดมันขาดสติ มันขาดสติขาดปัญญาของตน เชื่องๆ นี่ไง เหมือนสัตว์เลี้ยง เชื่องๆ เดินตามเจ้าของไป

นี่ก็เหมือนกัน เชื่องๆ ให้กิเลสมันหลอก มันปลิ้นมันปล้อนหลอกลวงในหัวใจของตน มันเท็จมันทูลแต่เรื่องดีๆ ไอ้อย่างนี้จะเป็นธรรมๆ ไม่มีเหตุไม่มีผลอะไรเลย ไม่มีที่มาที่ไปใดๆ ทั้งสิ้นใช่ไหม ถ้าเราไม่เชื่องๆ ฟังแต่กิเลสที่มันสอพลอ

พอกิเลสมันสอพลอก็เชื่อมันไป เวลาไปศึกษาธรรมะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มนุษย์จะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร โอ! ต้องมีความเพียรด้วยหรือ ต้องมีความวิริยะ มีความอุตสาหะขนาดนั้นเชียวหรือ

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย เรามีพระพุทธ พระธรรม พระพุทธคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ก็หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก่อน

เราเกิดมาเรามีอำนาจวาสนา มีครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติไปแล้ว ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติไปแล้ววางข้อวัตรปฏิบัติไว้ มันเป็นแนวทางอยู่แล้ว ถ้ามันเคารพมันบูชา ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ ใจเราจะไปไหน

ที่เรามาฝึกหัดปฏิบัติกันมาก็นี่ไง จิตตภาวนา เริ่มต้นก็เริ่มต้นค้นคว้าหาหัวใจของตนนี่แหละ แล้วหัวใจของตนอยู่ที่ไหน ไม่เห็น เห็นอะไร อารมณ์ เห็นแต่ความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ความรู้สึกมันทุกข์มันยากที่มันแบกมันหาม นี่มันเป็นอารมณ์ของตนนะ

นี่ไง โลกียะๆ โลกียะคือมันเริ่มต้นจากหัวใจของคน คน สิ่งที่มีจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม โอปปาติกะ สมบูรณ์แบบในการเกิด สมบูรณ์แบบในการเสวยภพเสวยชาติ

เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ มันต้องเกิดอยู่แล้ว เกิดอยู่แล้วเพราะอะไร

เพราะจิตมันมีของมันอยู่โดยดั้งเดิม แล้วจิตมันมีอวิชชา มันมีพญามาร นี่ไง จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส ผ่องใสนั้นคือตัวอวิชชา ผ่องใสนั่นแหละคือฐีติจิต

หลวงปู่มั่นท่านบอกเลย กิเลสอยู่ที่ไหน กิเลสอยู่ที่ฐีติจิต

อยู่ที่จิตเดิมแท้นั่นน่ะ นั่นน่ะกิเลสชัดๆ แต่ไม่รู้จัก แล้วพอเห็นไปแล้ว หอคอยงาช้าง แหม! พอนั่งประพฤติปฏิบัติมันสว่างไสว มันผ่องใส อวิชชาทั้งนั้นน่ะ

มันสว่างไสว มันผ่องใส ต่อเมื่อจิตมันสงบ จิตสงบมันรู้มันเห็นสิ่งใดมันก็เห็นแต่อำนาจวาสนาของคน

ในวงปฏิบัติมากมายมหาศาล จิตสงบเฉยๆ เยอะแยะไปหมด แล้วก็แปลกใจด้วย ทำไมเราไม่รู้เห็นสิ่งใดเลย แต่มีสติสัมปชัญญะ จิตมีความสงบของตน มันมีความปกติสุข มีความปกติสุข จะอยู่อย่างไร จะอยู่ที่ไหน จะอยู่แบบใด ได้ทั้งนั้น อยู่ในธรรมและวินัยมีแต่ความสุขไง

ถ้ามันติดสุขๆ มันติดสุขอยู่อย่างนั้น แล้วถ้าไม่มีอำนาจวาสนา นี่ไง มันจะเชื่องๆ ฟังกิเลส มันเท็จมันทูลนั่นแหละ “อ๋อ! นิพพานเป็นอย่างนี้เอง พระอรหันต์เขาเป็นกันอย่างนี้ เขามีความว่าง มีความสงบสุข”

นี่ไง ธรรมะหอคอย รอให้กิเลสมันเท็จมันทูล รอให้กิเลสมันปลิ้นมันปล้อน รอให้กิเลสมันหลอกมันลวง เพราะมันเท็จมันทูล มันสอพลอปอปั้นไง ชอบ อยู่กับอารมณ์อย่างนั้นน่ะ

ถ้ามีอำนาจวาสนานะ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราเคารพบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย แล้วเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราจะมีศีล เราจะมีสมาธิ เราจะฝึกหัดใช้ปัญญา ภาวนามยปัญญาจะเกิดจากจิตตภาวนา จิตของตน เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์

ถ้าจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ ทุกข์ควรกำหนด สมุทัยควรละ อริยสัจ ๔ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์

สิ่งที่ความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราไปวัดไปวา เราทำทาน รักษาศีล เราฝึกหัดจะภาวนา เราก็เป็นปุถุชนคนหนา คำว่า “ปุถุชนคนหนา” คือบุคคลทั่วๆ ไป

ปุถุชนคนหนา เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมายากอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้น คราวเริ่มต้นจากปุถุชนคนหนา ปุถุชนคนหนาเหมือนคนตาบอด คนตาบอดจะไปไหน คนตาบอดก็มือคลำไป ใช้สัญชาตญาณของตนไป ตาบอดคลำช้าง อ๋อ! ช้างมันเหมือนต้นเสา อ๋อ! ช้างมันเหมือนกระด้ง ถ้าไปจับตรงหูตรงขามันไง นี่ไง ธรรมะหอคอย

แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเราไม่เป็นอย่างนั้น เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน การทำความสงบของใจเข้ามาก่อน เราไม่ตื่นเต้น เราไม่ตีโพยตีพาย เราไม่ใช่ว่าเราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้สมตามความปรารถนาของเรา

คำว่า “ปรารถนาของเรา” มันอยู่ที่จริตนิสัย นิสัยของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน คำว่า “นิสัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน” การทำความสงบ ๔๐ วิธีการ กรรมฐาน ๔๐ ห้อง วิธีการทำความสงบมากมายมหาศาล แล้วแต่ว่าจิตใจของใคร จิตใจของใครต้องทำความสงบสุขของตนเข้ามา ถ้าทำความปกติสุขของตนเข้ามา ถ้ามันมีความสุขของมันขึ้นมา จิตมันมีกำลัง พอจิตมีกำลัง

จิตแต่เริ่มปกติปล่อยตามธรรมชาติของมัน มันก็ไปตามอารมณ์ กิเลส ธรรมะหอคอย ว่ามันเป็นธรรมๆ กิเลสมันหลอกเชื่องๆ เลย ทำเชื่องๆ ตามต้อยๆ ให้กิเลสมันชักมันจูงไป เพราะอะไร เพราะไม่กล้าตั้งสติ ไม่กล้าถามว่านี่มันคืออะไร

สิ่งที่เราฝึกหัดปฏิบัติ เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการไว้มากมายมหาศาล ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เราศึกษาขึ้นมาแล้ว สิ่งใดที่มันชอบใจ ชอบใจเริ่มต้นมันสดๆ ร้อนๆ มันทำความสงบของใจได้ พอทำต่อไปๆ กิเลสมันหน้าด้าน กิเลสมันเท่าทัน กิเลสมันพลิกมันแพลง ทำได้ยากแล้ว

ฉะนั้น เวลาคนที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันถึงว่าอดนอน ผ่อนอาหารไง คำว่า “อดนอน ผ่อนอาหาร” มันตัดทอนกิเลส

เวลาเราอดนอน ผ่อนอาหาร เราว่าเป็นความทุกข์ มันไม่เป็นความสุข ปฏิบัติธรรมต้องมีความสุข

มีความสุขก็ปรนเปรอให้กิเลสมันตัวอ้วนๆ เวลาเราเริ่มอดนอน ผ่อนอาหาร กิเลสมันก็โดนตัดทอนกำลังของมันไปด้วย ถ้ากิเลสมันโดนตัดทอนกำลังของมันไปด้วย เห็นไหม

ธาตุขันธ์ทับจิต คนถ้ามันอุดมสมบูรณ์ ธาตุ ๔ มันแข็งแรง มันไม่คิดเรื่องอื่นหรอก มันคิดแต่เรื่องเสพกามารมณ์ในหัวใจของมันทั้งนั้น เวลาขันธ์ทับจิตๆ ขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อารมณ์ความรู้สึกนั่นแหละ มันธรรมะหอคอยไง เชื่องๆ ซึมๆ แล้วก็ให้มันหลอกมันลวง แล้วก็ตามมันไปไง

แต่ถ้าเราอดนอน ผ่อนอาหาร มันเป็นการตัดทอน ธาตุขันธ์ทับจิตๆ แล้วพอธาตุขันธ์ทับจิต จิตมันไม่มีใครดูแล ไม่มีใครช่วยเหลือมัน แล้วเวลาด้วยอำนาจวาสนาของคนแต่ละบุคคลไง อารมณ์ว่างๆ ว่างๆ

ว่างๆ อะไรของเอ็งวะ

หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ บริกรรมพุทโธๆ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ

ปัญญาอบรมสมาธิก็ตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลามันมีอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมา เวลามันเสวยอารมณ์ นั่นน่ะมันแสดงตัวของมัน ถ้ามีสติปัญญาเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกนั้น มันหยุดหมดน่ะ เพราะสมบัติบ้า

คิดแล้วคิดเล่า คิดแต่เรื่องเก่าๆ คิดแต่เรื่องที่มันบาดหมางหัวใจ คิดแต่เรื่องที่มันฝังใจ แล้วก็เจ็บช้ำน้ำใจ แล้วก็มีความทุกข์ความยากอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้ามีสติปัญญาเท่าทัน อารมณ์ก็คืออารมณ์ ความคิดมันเกิดดับ มันเกิดดับมาจากอะไรล่ะ

นี่ไง ธรรมะหอคอยไง ฟังแต่คนรอบข้างคอยเท็จคอยทูลไง คอยแต่ฟังคนอื่นติฉินนินทาไง แล้วก็ลากจูงไป มีอารมณ์ความรู้สึกตีอกชกตัว เหมือนคนบ้า สมบัติบ้าอยู่กับคนบ้า คนบ้าก็บ้าอารมณ์

ถ้ามีสติสัมปชัญญะเทียบเคียงกับธรรมะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ไม่มีสิ่งใดคงที่ตายตัว ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้แปรสภาพไปหมด ทั้งๆ ที่เราเกิดมาตั้งแต่เราเป็นเด็กน้อย เราเป็นวัยรุ่น เราเป็นคนชราคร่ำคร่า มันมีอะไรคงที่บ้าง

เวลาเกิดนะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับเป็นธรรมดา

ชีวิตนี้เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากเวรจากกรรม กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ชีวิตต้องเกิดแน่นอนเพราะมันมีกรรมของมัน การเกิดเป็นมนุษย์นี้ว่าแสนทุกข์แสนยาก ถ้าไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ มันก็เป็นสัตว์นรกตกเอวจี เป็นสัตว์เดรัจฉาน มันต้องเกิดอยู่แล้ว จะเกิดในภพชาติใดต่างหาก

ได้เกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ แต่การเกิดเป็นมนุษย์ สิ่งที่ว่าชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด ถึงที่สุดแล้วเราต้องตายแน่นอน ช้าหรือเร็ว ความตายต้องมาถึงเราแน่นอน แล้วจะตายด้วยการตีโพยตีพายอีกใช่ไหม จะตายไปแบบเหมือนที่เกิดมานี่ใช่ไหม เกิดแล้วเกิดเล่าไง

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ สิ่งมีชีวิต สิ่งที่เป็นมนุษย์ ที่เห็นหน้า หน้ามองหน้ากัน ไม่เคยเกิดเป็นญาติเป็นพี่เป็นน้องกันภพใดชาติใดชาติหนึ่งไม่มี นี่เวียนว่ายตายเกิดมันมากมายมหาศาลขนาดนั้นน่ะ ไม่มีต้นไม่มีปลาย

บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง บุพเพนิวาสานุสติญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระลึกจิตของท่านเอง ตั้งแต่พระเวสสันดรไปไม่มีต้นไม่มีปลาย ไม่มีวันที่สิ้นสุด ถึงต้องชักกลับมาไง มีสติสัมปชัญญะดึงกลับมา

คำว่า “ดึงกลับมา” จุตูปปาตญาณมันก็ไปอนาคต รู้เห็นไปหมดล่ะ แต่ของใครล่ะ สัตว์โลกทั้งหมดและตัวองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ไม่มีวันจบวันสิ้น ดึงกลับ ดึงกลับ

แล้วเวลาอาสาวักขยญาณทำลายอวิชชา นั่นคืออริยสัจ นั่นคือสัจจะความจริง การดับทุกข์โดยวิธีการในสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา เวลามันข้อเท็จจริงขึ้นมา เวลาอาสาวักขยญาณทำลายอวิชชา

เวลาที่ว่าบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ ดึงกลับๆ ก็เหมือนที่เราปฏิบัตินี่ไง ที่มันรู้มันเห็นสิ่งใดมีสติสัมปชัญญะเท่าทันไหม รู้จักมันหรือเปล่า รู้จักอารมณ์ความรู้สึก รู้จักความนึกคิดของเราหรือไม่ ถ้าไม่รู้จัก มันก็ไปนะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉันอาหารของนางสุชาดา ถ้าคืนนี้นั่งไม่สำเร็จ นั่งตายเลย กำหนดอานาปานสติ กำหนดอานาปานสติคือกำหนดลมหายใจ กำหนดลมหายใจไปจนจิตมันสงบ มันมีกำลังของมัน มันถึงออกรู้ ออกรู้ ส่งออกไง บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ ส่งออกไง อดีตอนาคตไง ดึงกลับไง ดึงกลับมา ดึงกลับมาด้วยสติ อารมณ์ เราดึงอารมณ์เรากลับมาได้

ไอ้นี่เราฝึกหัดปฏิบัติใหม่ เวลาเริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา จะทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจคือทำสมถกรรมฐาน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ถ้าคนยังหาจิตของตนไม่เจอ คนทำสมาธิไม่ได้ แล้วทำสมาธิเป็นปกติสุขนะ แต่ขณะที่ทำสมาธิมันรู้มันเห็น มันส่งออกไปร้อยแปดพันเก้า เพราะไม่เคยทำ แล้วทำไม่เป็น แล้วทำไม่ได้

เวลามันเป็น มันได้นะ ก็ต้องเอาสิ่งที่เป็น ที่ได้มาวิเคราะห์ จริงหรือเท็จ ใช่หรือไม่ใช่

หลวงปู่ดูลย์ไง เห็นนิมิตจริงไหม จริง แล้วความเห็นนั้นน่ะไม่จริง

เห็นจริงๆ นี่แหละ ส่งออกไปรู้ไปเห็นนั่นแหละ เพราะอารมณ์เป็นของเรา เรารู้ของเรา เห็นจริงไหม จริง รู้ๆ เห็นๆ อยู่นี่ เพราะความรู้สึกเราเอง แล้วมันจริงไหม ถ้าจริง งงอยู่ทำไม ถ้าจริง ยังหันรีหันขวางอยู่ทำไม มันส่งออก มันไม่มีอะไรเป็นข้อเท็จจริงทั้งนั้น

แต่ถ้ามีสติสัมปชัญญะ ไม่ส่งมันออกไป อยู่กับอานาปานสติ อยู่กับลมหายใจ บังคับไว้

การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติเริ่มต้นต้องบังคับ

อย่างเช่น เราขี้เกียจ เราขี้คร้าน เราไม่อยากทำ เราก็ต้องตั้งกติกากับเรา เราต้องทำ เวลาทำไป ผลของมันมีการกระทำ มันจะดี มันจะชั่ว มันจะปรากฏขึ้นมาจากใจของตน แล้วมันปรากฏขึ้นมาจากใจของตนขึ้นมาผิดหรือถูก เพราะอะไร

เพราะสมาธิมันมีสัมมากับมิจฉา มิจฉาสมาธิคือสมาธิที่ผิด ถ้าไม่มีสมาธิเลย จิตมันก็ทุกข์มันก็ยากของมัน ถ้ามันมีสมาธิขึ้นมา มันส่งออก มันไปรับรู้ สมาธิมีถูกและผิดเพราะมันมิจฉากับสัมมา เวลาถ้ามันถูก มันถูกอย่างไร แล้วถ้ามันผิด มันผิดอย่างไร

ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ เราไม่เชื่ออะไรทั้งสิ้น กาลามสูตร ห้ามเชื่อ เราจะเอาข้อเท็จจริงของเรา ถ้าเราจะเอาข้อเท็จจริงของเรา เรามีสติสัมปชัญญะควบคุมดูแลหัวใจของตน เพราะที่เรามาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานี้ เราจะพ้นจากทุกข์ไง

แล้วพ้นจากทุกข์ ใครเป็นคนทุกข์ล่ะ ร่างกายมันทุกข์ไหม

ดูสิ คนเจ็บไข้ได้ป่วยไปโรงพยาบาลเปลี่ยนอวัยวะหมด อวัยวะตัวไหนบ้างที่มันทุกข์ อวัยวะ อาการ ๓๒ นี่มันก็เป็นบุญและบาป ถ้าเป็นสมัยโบราณ รูปสมบัติ คุณสมบัติ บุญและบาปทั้งนั้นน่ะ ถ้ามีบุญกุศลเขาเกิดมา มันรูปสวยรูปงาม นี่มันคุณเป็นสมบัติ เดี๋ยวนี้ศัลยกรรมมันทำทั้งนั้นน่ะ นั่นมันก็เป็นเรื่องโลกที่ว่าโลกเจริญไง

โลกเจริญ เจริญในอะไร

ถ้าเรามีคุณธรรมในหัวใจของเรา เราจะไปทำอะไร เราจะไปเจ็บตัวฟรีๆ ทำไม แต่เขาอยากสวยอยากงามไง

นี่พูดถึงว่า ถ้าเป็นบุญและบาปที่เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาตามแต่ธรรม

ฉะนั้น เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันอยู่ที่อำนาจวาสนา อำนาจวาสนาของเรา เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แม้กระทั่งเชื่อในพระพุทธศาสนานี้ นี่เป็นศรัทธา เป็นอริยทรัพย์ ถ้าไม่เชื่อไม่ศรัทธา มันจะเริ่มศึกษาและค้นคว้าได้อย่างไร

แล้วถ้าเชื่อศรัทธา อนาถบิณฑิกเศรษฐีเขาไปเยี่ยมเพื่อนของเขา เห็นเพื่อนของเขา โอ้โฮ! ทำอาหารมากมายมหาศาล

เอ๊ะ! นี่ทำอะไรกัน มีเรื่องอะไรกัน

โอ้! ไม่รู้อีกหรือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ได้นิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพรุ่งนี้มาฉันภัตตาหารที่บ้าน

เขาได้ยินว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เขาแค่ได้ยินนะ เขานอนไม่ได้เลย เขาไปเดินขวนขวายจนจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้ นี่ถ้ามีอำนาจวาสนา แค่ได้ยินมันยังสะเทือนใจ มันยังแสวงหา

นี่ของเรา เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ทุกหมู่บ้าน ทุกบ้านเรือนมีวัดมีวาทั้งนั้น ทุกหมู่บ้านมีวัดมีวาขึ้นมา มีพระ มีสมณะ การเห็นสมณะเป็นมงคลชีวิตๆ เราได้รู้ได้เห็นทั้งนั้นน่ะ มันสะกิดหัวใจเราบ้างหรือไม่

ชีวิตนี้คืออะไร เกิดมาทำไม

แล้วที่ผู้ที่บวชพระ ครูบาอาจารย์เราบวชตั้งแต่เป็นเณร บวชตั้งแต่เณร ตั้งแต่เด็กน้อยก็บวชเณรแล้ว บวชแล้วโตขึ้นมา บวชพระ บวชพระแล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ชีวิตของท่านงอกงาม ชีวิตของท่านมีแต่ความเจริญงอกงามในหัวใจของท่าน แล้วมีความปกติสุขไง

สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

เรามองเราเห็นว่าชีวิตอย่างนั้นมันจะมีความสุขมาได้อย่างไร ไอ้เราอาบเหงื่อต่างน้ำแสวงหาทรัพย์สมบัติขึ้นมาว่าจะเป็นความสุขๆ นี่สุขโดยอามิส สุขโดยสิ่งที่เราแสวงหา ถ้ามันได้มาตามบุญและบาปของตนก็ว่าเป็นความสุขๆ แล้วมันสุขจริงไหม เพราะวุฒิภาวะเขาแค่นั้น แต่ถ้าเป็นเรานะ มันเป็นภาระ มันเป็นเรื่องต้องดูแลรักษา แล้วใช้จ่ายอย่างไร

อย่างเช่น เรามาบวชพระ บวชพระๆ ขึ้นมา ด้วยบุญกุศล ด้วยอำนาจวาสนา เช้าขึ้นมาเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี นี่นักรบ เป็นผู้ที่แสวงหาคุณธรรมในหัวใจของตนให้เป็นแก่นของพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พระธรรมๆ คือสัจธรรม เห็นไหม ตั้งแต่ประเพณีวัฒนธรรมจนถึงบุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ นั่นคือพระธรรม

สิ่งที่ทางโลกเขารู้เขาเห็นของเขา เขาก็รู้เห็นถึงประเพณีวัฒนธรรมของเขาเท่านั้น สิ่งที่เราจะมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา เราจะฝึกหัด เราจะเอาหัวใจของตนๆ ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เห็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน

ถ้ามันมีอำนาจวาสนาขึ้นมามันจะใฝ่หา ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา ไม่เชื่อ พอไม่เชื่อขึ้นมา เห็นไหม รัตนตรัยอยู่ไกลมาก

แต่ถ้าเราเชื่อขึ้นมา ขณะที่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้นะ การคบมิตร คบมิตรที่ดีงาม มิตร สิ่งที่คบมิตร มิตรจะพาไปในทางถูกต้องที่ดีงาม การคบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราคบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คบมิตร คบมิตรนี้ประเสริฐที่สุด

ฉะนั้น เวลาเราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราบริกรรมของเราพุทโธๆๆ นี่เป็นชื่อขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ถ้าหัวใจของตน ถ้ากิเลสมันธรรมคอหอย กิเลสมันปลิ้นมันปล้อน มันคบใคร มันคบมาร คบซาตาน คบกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันก็ปลิ้นมันก็ปล้อนว่า สิ่งที่รู้ที่เห็นนั้นน่ะเป็นธรรมๆ

มันจะเป็นธรรมตรงไหน มันเป็นธรรมอย่างใด

แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาเทศน์ธัมมจักฯ “ภิกษุทั้งหลาย ทางสองส่วนไม่ควรเสพ กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค”

สิ่งที่เวลาทำความปกติสุข จิตมันสงบแล้ว นั่นน่ะกามสุขัลลิกานุโยค มันติดของมันไง พอมันติด มันมีกำลังของมัน มันก็ติดของมัน เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นไป เวลาทำแล้วมันดิ้นมันรนของมัน มันทำสิ่งใดแล้วมันสงบของมันไม่ได้ไง อัตตกิลมถานุโยค ทำให้มันลำบาก มันทุกข์มันยาก เห็นไหม ทางสองส่วนไม่ควรเสพ

ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ทางสายกลางในพระพุทธ ศาสนาคือมรรค ๘ ไง

เวลาเทศนาว่าการไป เวลาพระอัญญาโกณฑัญญะ เวลาฟังไปแล้วเกิดสติเกิดปัญญา เกิดอำนาจวาสนา “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น” คือจิตมันเป็น

จิตที่มันสงบสุขของมัน พอจิตมันสงบสุขขึ้นมามันเห็น เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง การเห็นนั้นมันเห็นกิเลส พอเห็นกิเลสขึ้นมานะ พอเวลาพิจารณาไปด้วยภาวนามยปัญญาไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวง นี่วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ไง เวลาพิจารณาไปมันมีกิจจญาณ มีกิจ มีการกระทำ มีสัจจะคือข้อเท็จจริง มันมีวงรอบของมัน ๑๓ มันถึงว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งที่ทั้งหลายทั้งปวงต้องดับเป็นธรรมดา เวลากิเลสมันขาด นิโรธ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”

เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขๆ ไง แล้วจะเอาใครดีหนอ เวลาเล็งญาณไป อุทกดาบส อาฬารดาบสก็เพิ่งจะตายไปซะ นั่นเขาได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ นะ ถ้าได้สมาบัติ เขาก็มีสัมมาสมาธิคือมีกำลังในจิตเป็นพื้นฐาน แต่เขาไม่มีใครแนะนำ ใครแนะนำให้ยกขึ้นสู่วิปัสสนา คือแนะนำให้ใช้ปัญญา

แล้วปัญญาในอะไร ใช้ปัญญากับใคร แล้วใช้เมื่อไหร่ แล้วใช้อย่างไร ถ้ามันมีครูบาอาจารย์ที่เป็นข้อเท็จจริง เห็นไหม

พออุทกดาบส อาฬารดาบสก็เสียชีวิตไปแล้ว เล็งญาณไปก็ปัญจวัคคีย์ ปัญจวัคคีย์ฝึกหัด อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปี คำว่า “๖ ปี” เขาก็ฝึกหัดปฏิบัติของเขา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสวงหาอยู่ ทำทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์เขาก็ปฏิบัติของเขา อุปัฎฐาก ปฏิบัติไป จิตของเขาก็มีกำลังของเขา แต่ในเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้ ก็ไม่รู้วิธีการ

ฉะนั้น เวลาจะไปเทศนาว่าการกับปัญจวัคคีย์ เขาต่อต้าน เขาต่อต้านเพราะว่าเห็นเจ้าชายสิทธัตถะไปฉันอาหารของนางสุชาดา เขาคิดว่ากลับไปทางโลกไง มันไม่ใช่การแสวงหาทางออกไง

ฉะนั้น เวลาเขาปฏิเสธ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะกลับไปสอนเขาไง เขานัดกันว่าเขาจะไม่ฟัง เพราะเขาไม่เชื่อ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก เมื่อก่อนอยู่กันมา ๖ ปี ไม่รู้ก็ไม่บอกไม่สอนเพราะมันไม่รู้ คนไม่รู้จะไปสอนได้อย่างไร แต่ปัจจุบันนี้เราสิ้นกิเลส ให้เงี่ยหูลงฟัง

ให้ตั้งใจฟัง ฟังคือแนะทางออกไง เวลาแสดงธัมมจักฯ มีพระอัญญาโกณฑัญญะองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นสงฆ์องค์แรกของโลก ปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๔ ยังไม่ได้ ก็เทศนาว่าการจนเป็นพระโสดาบันทั้งหมด แสดงอนัตตลักขณสูตรขึ้นมา เป็นพระอรหันต์ทั้ง ๖ องค์ ไปได้พระยสอีก ๕๕

“เธอทั้งหลายพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์”

ฟังสิ คำว่า “พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์” พระอรหันต์นี่ มันสำคัญ

บ่วงที่เป็นโลก ดูสิ ดูกระแสสังคม ดูทางโลกที่เขายกยอปอปั้น เขาพลิกเขาแพลง ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลังน่ะ ไอ้นั่นมันเป็นธรรมตรงไหน

พ้นจากบ่วงที่เป็นโลก บ่วงที่เป็นทิพย์

บ่วงที่เป็นทิพย์ ทิพย์สมบัติ ทิพย์สมบัติคือสมบัติภายใน มันเลยเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม ทิพย์สมบัติทั้งนั้นน่ะ คำว่า “ทิพย์สมบัติ” ขึ้นมา ถ้าเราติด เราติดขัด มันจะสิ้นกิเลสไปไม่ได้ เพราะทุกคนก็ปรารถนา ทุกคนเห็นสิ่งใดก็วินิจฉัยไม่ได้ว่ามันคืออะไรก็แล้วกันล่ะ

แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าไปซ้อนกัน อย่าซ้อนทางกันโลกนี้เร่าร้อนนัก

คำว่า “โลกนี้เร่าร้อนนัก” เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันมีสิ่งใดเกิดเป็นประเด็นในหัวใจของตน พระอรหันต์แก้ได้ทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง ถ้าเป็นพระอรหันต์นะ

ถ้าไม่รู้ไม่เห็น โลกนี้เร่าร้อนนัก จะไปแก้ไขอะไร จะไปอบรมใคร จะไปอบรมบ่มเพาะคนที่ไหน ในเมื่อสิ่งที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ

แต่ถ้ามันรู้มันเข้าใจ มันรู้มันเห็นของมันหมด ถ้ามันรู้มันเห็นของมันหมด วิมุตติสุขๆ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ ท่านมีวิหารธรรม อย่างเช่น หลวงปู่ขาว เวลาครูบาอาจารย์ท่านยกย่อง มีทางจงกรม ๓ เส้น เช้าเดินจงกรมถวายพระพุทธเจ้า ตอนเย็นถวายพระธรรม กลางคืนถวายพระสงฆ์ พระอรหันต์นะ มีวิหารธรรมในหัวใจของตน

การเดินจงกรม การนั่งภาวนานี้คือการบริหาร การบริหารทั้งกายกับใจให้เป็นคุณธรรม ให้มันมีความปกติสุขของมัน ถ้าเราไม่บริหาร มันเหมือนรถ รถถ้าได้ใช้ได้สอยขึ้นมา รถมันก็จะใช้สอยงานได้ตลอด รถจอดไว้ไม่เคยใช้เลย ถึงเวลาจะใช้ ใช้ไม่ได้ ร่างกายของคนเหมือนกัน ยิ่งหัวใจด้วย

หัวใจพิจารณาธรรม เป็นกิ่งเป็นก้าน เป็นต่างๆ ในหัวใจของตน มันมีวิหารธรรม มีความปกติสุข นี่ความสุขที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา

เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เกิดขึ้นมาจากที่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยนี่แหละ

ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย รู้เห็นแต่ทางโลกคือนักวิทยาศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ เข้าใจทุกอย่าง เข้าใจหมดเลย แต่ทำสมาธิไม่เป็น แต่ทำหัวใจของตนให้ปกติสุขไม่ได้

ถ้ามีอำนาจวาสนานะ อดนอน ผ่อนอาหาร ไม่ให้ธาตุขันธ์ทับจิต ทำจิตใจของตนให้เป็นถูกต้องชอบธรรม ถ้ามันสงบสุขลงมาได้ เห็นไหม สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ

แล้วทำไมต้องมีสมาธิล่ะ

มีสมาธิเพราะให้มันแบ่งแยกระหว่างโลกกับธรรม

ดอกเตอร์ ศาสตราจารย์ วิทยาศาสตร์ นี่โลกียปัญญา ปัญญาการศึกษาค้นคว้ามาเข้าใจได้หมด อธิบายได้หมด แต่ไม่เห็นจิตของตน

เวลาถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทำความสงบของตนนะ บ้านหลังใหญ่ บ้านหลังใหญ่ บ้านยิ่งใหญ่ทำความสะอาดยากนัก กระต๊อบห้องหอทำความสะอาดง่ายๆ

จิตใจของเรามีการศึกษา เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านไปหาหลวงปู่มั่นไง หลวงปู่มั่นบอกเลย “มหา มหาเรียนถึงมหามานะ สิ่งที่เรียนมาเป็นธรรมและวินัย เป็นศาสดาของเรา สิ่งนี้มีคุณค่ามาก ให้ใส่สมองลิ้นชักไว้ แล้วลั่นกุญแจมันไว้”

การที่เราศึกษาจบ ๙ ประโยคสิ่งใดก็แล้วแต่ เราศึกษาแล้ว เรามีความรู้แล้ว เวลาจะปฏิบัตินะ เราจะไม่เอาสิ่งนั้นมาเทียบเคียงเลย ถ้าเอาสิ่งนั้นมาเทียบเคียง มันรู้โจทย์ก่อน

หลวงปู่มั่นบอก มันจะเตะมันจะถีบกัน มันจะสร้างปัญหาให้กับการปฏิบัติมากมาย

แต่ถ้าเราบ้านหลังเล็กๆ เราทำตามข้อเท็จจริงนั้น ถ้ามันสะอาดก็คือสัมมาสมาธิไง

สิ่งที่ถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิ แล้วถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิ จิตมันได้ประสบ จิตมันมีประสบการณ์ของมัน เวลามันจะอธิบายถึงสมาธินี้

เพราะเราเรียนจบ ๙ ประโยค เพราะเราเรียนมา เรามีสติปัญญาศึกษาค้นคว้าจนเป็นศาสตราจารย์ สมาธิอธิบายได้เป็นคุ้งเป็นแคว จะพูดได้อีกไม่มีวันจบวันสิ้นเลย

สมาธิมันเป็นสมาธิไง แล้วสมาธิของใคร แล้วสมาธิระดับไหน

แล้วสมาธิ เวลาฝึกหัดปฏิบัตินะ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิเป็นสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน แล้วงานมันจะเกิดขึ้นได้ ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ ถ้ามีอำนาจวาสนา คนที่มีบุญกุศลนะ มันจะเห็นสติปัฏฐาน ๔ โดยข้อเท็จจริงเลย แต่ถ้าคนไม่มีวาสนา มันก็เป็นสมาธิอยู่อย่างนั้นน่ะ

แล้วถ้าเป็นสมาธิอยู่อย่างนั้นจะทำอย่างไร

น้อมไป น้อมไปในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ น้อมไปที่กายก็ได้ เวทนาก็ได้ จิตก็ได้ ธรรมก็ได้

แต่ธรรมะหอคอย เวลาจิตมันยังไม่สงบ จิตมันยังไม่มีกำลังนะ มันว่ามันพิจารณากาย มันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ถ้ามันเห็นอย่างนี้มีสติมันปัญญานะ นี้คือปัญญาอบรมสมาธิ

มันระหว่างปัญญาอบรมสมาธิกับสมาธิอบรมปัญญา

ถ้าเป็นสมาธิๆ ถ้าจิตมันเป็นสมาธิ ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะเป็นภาวนายมปัญญา แต่ถ้าจิตมันไม่เป็นสมาธิ เราใช้ปัญญาของเรามันเป็นโลกียปัญญา

โลกียปัญญาก็ปัญญาทางโลก ปัญญาทางวิทยาศาสตร์นี่แหละ ถ้าปัญญาวิทยาศาสตร์ก็ปัญญาจากสามัญสำนึก ปัญญาจากที่เราคิดนี่ไง แล้วถ้าปัญญาที่เราคิด ถ้าเรามีสติเท่าทันมัน เรามีครูบาอาจารย์ที่ดีงามบอกว่า ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เราก็มีสติกับความรู้สึกนึกคิดนั้น ถ้ามีความรู้สึกนึกคิดนั้น ถ้ามีสติปัญญาเท่าทัน อารมณ์นั้นจะหยุด ถ้าหยุดก็คือสมาธิไง

คำว่า “ปัญญาอบรมสมาธิ” คือใช้ปัญญาแต่มันจะได้สมาธิ มันไม่ใช่เป็นภาวนามยปัญญา มันไม่ใช่เป็นปัญญาฆ่ากิเลส

ปัญญาฆ่ากิเลสมันต้องจิตตภาวนา จิตตภาวนาคือจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ จิตที่สงบแล้ว มันไม่ใช่ธรรมหอคอย มันเป็นการฝึกหัดปฏิบัติโดยข้อเท็จจริง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เหตุที่มันถูกต้องชอบธรรม ถูกต้องชอบธรรมกับใจดวงนั้น

แต่โดยข้อเท็จจริงมันถูกต้องกิเลส มันชอบธรรมตามกิเลสมันปลิ้นปล้อน แล้วจิตของเรา ชีวิตของเราเชื่องๆ เชื่องๆ ซึมๆ แล้วก็ตามไป

ชีวิตหนึ่งนะ ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด ชีวิตนี้เกิดมาแล้วมีปรากฏการณ์ มีอำนาจวาสนาได้ฝึกหัดปฏิบัติ แล้วเชื่องๆ ซึมๆ ยอมให้กิเลสมันกดหัว ยอมให้กิเลสมันชักจูงไป

เฮ้ย! เอ็งไม่ตั้งสติเลยหรือวะ เอ็งไม่มีวาสนาเลยจริงๆ หรือ

ถ้ามีวาสนามันตรวจสอบได้ เริ่มต้นตั้งแต่ว่า เราตั้งสติ แล้วบริกรรมพุทโธชัดๆ บริกรรมพุทโธไวๆ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

ครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัตินะ เริ่มต้นทำพุทโธๆ ท่านบอก โลกจะแตก ฟ้าจะถล่ม ไม่เกี่ยว พุทโธอย่างเดียว ไม่ให้กิเลสมันมาหลอกชักนำไปทางใดทั้งสิ้น

ไอ้ของเราพอพุทโธเข้าไป ๒–๓ ที พอเห็นอะไรตามไปแล้ว คิดว่าเราได้สมาธิแล้ว เราเกิดปัญญาแล้ว เราจะพิจารณาไป แล้วผลของมันคือคว้าน้ำเหลว ผลของมันนะ เริ่มต้นปฏิบัติถ้ายังเชื่ออยู่ กิเลสมันก็สร้างภาพหลอกลวงไปตลอดเวลา แล้วเราก็จะไหลตามไปอย่างนั้นน่ะ แล้วถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะนะ อาจจะหลุดได้ เชื่อความรู้สึกนึกคิด แล้วเชื่อภาพที่เห็น มันจะพลิกแพลงตลอดไปเพราะเราเชื่อ เพราะเราเชื่อ เพราะเราตาม

นี่ไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติ เห็นไหม จิตตภาวนา เขาเอาจิต เอาความสงบสุข

แต่นี่เราเอาอารมณ์ อารมณ์ความรู้สึกที่เราเข้าใจและเราเชื่อของเรา แล้วอารมณ์อย่างนี้มันอยู่ในอะไร มันเป็นธรรมะหอคอย ธรรมะหอคอยคือมันมีพุทธะ มันมีจิตของเราอยู่ แต่เราไปเชื่อฟังมันไง พอเชื่อฟังมัน มันก็สร้างภาพให้เราหลงระเริงไปอย่างนั้นน่ะ แล้วถ้าไม่มีครูบาอาจารย์หรือเชื่อมากจนเกินไป ถึงกับเสียหายได้

แล้วถ้าไม่เชื่อจนเกินไป เป็นอุปาทานหมู่ในสำนักปฏิบัติต่างๆ เขาจะมีกฎกติกาของเขา แล้วเขาจะเชื่อตามอย่างนี้ แล้วถ้ามีอารมณ์ความรู้สึกสมบูรณ์แบบตามที่กฎกติกาที่เขาบัญญัติขึ้น นี่บรรลุธรรม นี่อุปาทานหมู่ รู้กันในวงของเขา แล้วจะมีกฎกติกาว่า ใครถามอะไรก็อย่าไปเชื่อใคร ใครถามอะไรก็ไม่ต้องบอก

แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะตน รู้จริงเห็นจริงในหัวใจของตน แล้วสื่อสารได้

แล้วเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ๆ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร เวลามารมันสิ้นไป มารดิ้นรนไปฟ้องลูกสาวความโลภ ความโกรธ ความหลง

ตัวเรา เราปฏิบัติมา เรารู้จักลูกกิเลส หลานกิเลส รู้จักกามราคะปฏิฆะ รู้จัก รู้แจ้งเห็นจริง เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ

มันถึงบอกว่า เวลาถ้ามีอำนาจวาสนา เราไม่เชื่อธรรมะหอคอย ให้กิเลสมันเท็จมันทูล มันเท็จมันทูลของมันไป เรารู้เราเห็นอะไรมันเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นบุญและบาป มันเป็น กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา จิตดวงนั้นมีการกระทำเวรทำกรรมมาอย่างนั้น มันต้องรู้ต้องเห็นอย่างนั้นแหละ แล้วรู้เห็นอย่างนั้น ถ้ามีอำนาจวาสนา เราจะประพฤติปฏิบัติแนวทางในพระพุทธศาสนา ในการฝึกหัดปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔

เราไม่ใช่ฝึกหัดปฏิบัติตามอารมณ์ความรู้สึก ตามแต่กิเลสมันจะเท็จมันจะทูล มันจะชักมันจะลาก มันจะนำของมันไป มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันน่ะ

เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน เป็นนักปฏิบัติเหมือนกัน ปรารถนาจะถึงที่สุดแห่งทุกข์เหมือนกัน แต่อีลุ่ยฉุยแฉกตามแต่อารมณ์ความรู้สึกของตนไป แล้วมันจริงหรือมันเท็จล่ะ

นี่เขาเรียกว่าโลกียะหรือเรื่องโลกๆ หรือติรัจฉานวิชาตามกระแสโลก แต่คำหนึ่งก็พระพุทธศาสนา สองคำก็พระพุทธศาสนา ถ้าไม่เกี่ยวพระพุทธศาสนาไว้ ประชาชนเขาจะไม่เชื่อ

ถ้าเป็นพระพุทธศาสนานะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราไง จิตตภาวนา ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าจิตมันรู้ มันตื่น มันเบิกบานขึ้นมา มันไม่ใช่ธรรมะหอคอยงาช้าง มันจะเป็นธรรมะของปุถุชน กัลยาณชน บุคคล ๔ คู่ ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาในร่มโพธิ์ร่มไทรในพระพุทธศาสนา

มีครูบาอาจารย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์ ท่านทําของท่านอย่างไร

เวลาหลวงปู่มั่น เวลาท่านดูแลลูกศิษย์ลูกหาไง “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร”

ท่านถามว่า “จิตเป็นอย่างไร”

แล้วเราก็ตอบสิ สมาธิของเราเป็นอย่างไร อารมณ์มันตั้งมั่นอย่างไร

ไอ้นี่มันไม่มีสิ่งใดที่จะยืนยันได้เป็นหลักฐานในการฝึกหัดปฏิบัติ ไหลไปโดยไม่มีเหตุมีผลไง เชื่องๆ ตามกิเลสไปไง แล้วก็แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนาปลอมๆ ปลอมๆ คิดเองเออเองไง

แต่ถ้าจริงๆ นะ เวลาในวงกรรมฐาน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การสนทนาธรรมไง การสนทนาธรรมนะ ถ้าเป็นอาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ท่านอบรมบ่มเพาะลูกศิษย์ลูกหาของท่าน แล้วลูกศิษย์ลูกหา ครูบาอาจารย์นะ ให้นั่งสมาธิ ๑๐ ปียังทําไม่ได้เลย

ฉะนั้น ในวงกรรมฐานเขาพูดคําเดียว ทําได้หรือทําไม่ได้ ถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ แล้วเรามีหน้าที่แก้ไข เรามีหน้าที่พยายามฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เข้าสู่แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา

ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนาคือทําความสงบใจของเราเข้ามา สมถกรรมฐาน สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้ง ภวาสวะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ตัวจิตนั่นแหละคือตัวภพ ตัวจิตนั่นแหละคือตัวภวาสวะ แล้วถ้ามันสงบเข้าไปเป็นสัมมาสมาธิ สงบเข้าไปโดยความถูกต้องชอบธรรม มันก็สงบเข้าไปสู่ที่จิตนั้น ถ้ามันสงบเข้าไปสู่ที่จิตนั้น จิตไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

จิตสงบแล้วฝึกหัดให้มีความชำนาญในวสี ชำนาญในการทำความสงบนี้ แล้วมันก็คลายออกมาเป็นเรื่องธรรมดา อย่างเช่น เราพอสงบแล้ว เราออกมามีความรับรู้สึก ขณิกสมาธิคือชั่วครั้งชั่วคราว ฝึกหัดให้มันมีความชำนาญ

พอมีความชำนาญขึ้นไปให้มันมีฐานของมัน มันจะเป็นอุปจารสมาธิ อุปจารสมาธิ หมายความว่า จิตมันสงบขึ้นแล้วมันออกรับรู้ได้ เพราะอะไร เพราะอุปจาระมันมีวงรอบของจิต

แล้วถ้าเรายังฝึกหัดปฏิบัติไม่ได้ เราพุทโธมากขึ้น พอจิตมันละเอียดเข้าไปมันจะเป็นอัปปนาสมาธิ อัปปนาสมาธิ สักแต่ว่าปรากฏ สักแต่ว่ารู้ แต่ไม่ใช่รู้ ถ้ารู้ออกมามันหยาบเกินไป

เวลามันเข้าสู่อัปปนาสมาธิเพื่ออะไร

เพราะพยายามยามจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา ทำสิ่งใดก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ถ้ามันไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เราเข้าสู่ความสงบอัปปนาสมาธิ เข้าไปสู่ฐีติจิต จิตเดิมของตนเพื่อดูว่าเราจะทำอย่างไร เราจะทำอะไรเพื่อให้ตรงกับจริตนิสัยของตน

เพราะจิตมันสงบแล้วมันไม่รู้ไม่เห็น มันยกขึ้นสู่วิปัสสนาก็ไม่ได้ มันทำสิ่งใดไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์ น้อมไป

เพราะโดยธรรมชาติ โดยธรรมชาติของมนุษย์ โดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต กายเป็นสิ่งที่หยาบๆ กายนี้มันสิ่งที่จับต้องได้ โดยการฝึกหัดปฏิบัติโดยเริ่มต้นเป็นปุถุชน คนที่ฝึกหัดปฏิบัติใหม่ ครูบาอาจารย์มีหลายสำนักให้ท่องเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ให้พิจารณากาย การฝึกหัดพิจารณาอย่างนี้เขาเรียกว่า ฝึกหัดพิจารณากายให้มันเป็นสมถะ คือให้มันเป็นสมาธิไง

เริ่มต้นจากเรานี่ เราเป็นมนุษย์ เราเป็นปุถุชน เราใช้ความคิดพิจารณากาย ทางการแพทย์เขาก็ศึกษาอนาโตมี ศึกษาวิชาการ ศึกษาเพื่อเป็นวิชาการของเขา

แต่เวลาของเรา เราเป็นนักปฏิบัติ เราเป็นพระ เราฝึกหัดปฏิบัติเพื่อจะให้จิตของเราพ้นทุกข์ ถ้าพ้นทุกข์ จิตของเรามันไม่มีความสามารถ มันไม่มีจุดเริ่มต้น เราก็ใช้สติปัญญาให้พิจารณาร่างกายของเรานี่ หยาบๆ นี่

ร่างกายของคน ถ้าพิจารณาร่างกายของคน มันพิจารณาไปแล้วมันก็จะหดสั้นเข้ามาๆ มันก็เป็นสมาธิไง

เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ถ้าท่องจำ ถ้าท่องเป็นคำบริกรรมก็ได้ ใช้สติปัญญาก็ได้ อย่างนี้ไม่ใช่วิปัสสนา อย่างนี้ไม่ใช่ภาวนามยปัญญา มันเป็นปัญญาของสามัญสำนึกของมนุษย์ ปัญญาสามัญสำนึกของคน เขาถึงพูดว่า โลกียปัญญา

ปัญญาอย่างนี้พิจารณาไปแล้ว ถ้ามันพิจารณาไปแล้วมันเข้าใจ มันซาบซึ้ง มันหยุดได้นะ มันปล่อยวางๆ

เราใช้สติปัญญามากมายมหาศาลเพื่อความบรรลุธรรม แต่ถ้าเราพิจารณาเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เราพิจารณากาย พิจารณา คำว่า “พิจารณา” คือใช้ปัญญาน่ะ

ถ้าจะพูดตรงๆ มันไม่ใช่พิจารณาหรอก มันใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ใช้ปัญญาให้ฝึกจิต

ความคิดเกิดจากจิต เราใช้ปัญญาของเราอบรมบ่มเพาะจิตของเรา แล้วพิจารณาไปแล้วมันสังเวชนะ ถ้าพิจารณาถ้ามันเข้าสู่หลักธรรมนะ มันจะเกิดธรรมสังเวช มันสังเวชเรื่องกายเรื่องใจนี่แหละ พอมันสังเวชเรื่องกายเรื่องใจ มันก็ปล่อยวางๆ

คำว่า “ปล่อยวาง” คือว่ามันเป็นอิสระขึ้นไง มันไม่แบก มันไม่แบกทั้งกายและใจ ไม่แบกคือไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะมันยึดมันมั่น มันยิ่งยึดมากขนาดไหน มันก็จะมีความทุกข์ขนาดนั้นน่ะ แล้วถ้ามันเริ่มปล่อย เห็นไหม เออ! มันเบา มันเบา สิ่งนี้มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ การพิจารณากายๆ

ฉะนั้นบอกว่า  พิจารณากายแล้ว พิจารณากาย

พิจารณากายเป็นสมถะ แต่ถ้าพอเป็นสมถะ ถ้าจิตมันสงบแล้ว จิตมันมีกำลังของมัน ฝึกหัดบ่อยครั้งเข้าให้มันมีกำลังขึ้นมา พอมีกำลังขึ้นมา ถ้ามันน้อมไปเห็นกายใหม่

กายที่เคยพิจารณามานี้แล้วมันเป็นสมถะ แล้วถ้าจิตมันสงบเป็นสัมมาสมาธิ แล้วรำพึงไปที่กาย เพราะมันเห็นกายโดยจิตที่เป็นสมาธินะ จิตที่มีกำลังน่ะ ก็บอกว่า ปฏิบัติธรรมในแนวทางสติปัฏฐาน ๔

ถ้าจิตมันมีกำลัง จิตมันสงบ ถ้ามันเห็นกาย มันจะเป็นแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา ในที่องค์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านอบรมบ่มเพาะเราว่า จิตเป็นอย่างไร จิตสงบไหม

ถ้าจิตมันสงบ จิตมีกำลัง ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันจะเป็นแนวทางสติปัฏฐาน ๔ เพราะมันมีสัมมาสมาธิ มันมีจิตเป็นผู้ใคร่ครวญ ถ้ามีจิตเป็นผู้ใคร่ครวญ ถ้ามันรู้มันเห็นอย่างนี้มันจะเป็นแนวทางสติปัฏฐาน ๔ จริงในพระพุทธศาสนา

แต่เวลาพวกเราๆ ที่ฝึกหัดปฏิบัติ สมาธิมันไม่มีกำลัง แล้วตัวเองเข้าใจไปเองว่าตัวเองมีสมาธิโดยธรรมะหอคอยงาช้าง แล้วก็เสกสรรปั้นแต่งไปตามแต่ที่มันรู้มันเห็น ไม่ได้ทบทวนเลยว่า มันถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ถ้ามันไม่ได้ทบทวนว่ามันเป็นความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ รสของธรรม รสชาติมันแตกต่างกัน

รสชาติธรรมะหอคอยมันก็เป็นการเท็จทูล เป็นการสรรเสริญ เป็นการเยินยอ เป็นการปอปั้น แล้วเราก็หลงระเริง แล้วไม่มีสิ่งใดเป็นสมบัติของใครนะ

แต่ถ้าจิตมันสงบ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าใจมันสงบแล้วเวลามันน้อมไปเห็นกาย คำว่า “เห็นกาย” เห็นกี่ครั้ง เห็นแล้วเห็นเล่า ไม่มีปัญหา ปัญหาของมันคือว่า จิตสงบหรือไม่สงบต่างหาก

ปัญหาของมัน ถ้าจิตมันไม่สงบ ถ้ามันรู้มันเห็นของมัน อารมณ์มันสร้างสรรค์ขึ้นไป มันออกเป็นโลก ออกเป็นเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องให้เราทุกข์เรายาก

แต่ถ้าจิตมันสงบนะ แล้วน้อมไปเห็นกาย มันสะเทือนกิเลส กิเลสนี้สั่นไหวเลย

นี่ไง ไม่รู้จักกิเลสจะฆ่ากิเลสได้อย่างไร แล้วถ้ามันรู้ไง มันก็กาย แล้วก็หัวใจของเรานี่แหละ แต่การฝึกหัดปฏิบัติก็หัวใจของเรานี่ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าจิตมันสงบระงับแล้วถ้ามันไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ คือเห็นกายนี่แหละ แต่ถ้าพอมันเห็นแล้ว โอ๊ะ! กายกับใจของเราแท้ๆ พระพุทธศาสนาไง

เวลาจิตมันเห็นกาย มันสะเทือนเลยล่ะ พอมันสะเทือน มันใช้กำลังของมัน มันจะวุบ! หรือมันจะหลุดไม้หลุดมือไป ไม่ต้องไปตกใจ ถ้าเห็นนะ ถ้าเห็นและรู้ตามความเป็นจริง มันรสของธรรมไง มันจะฝังใจมาก แล้วมันจะอยากได้อย่างนี้ อยากได้อารมณ์อย่างนี้

อยากได้ มันเป็นกิเลสซ้อนกิเลสแล้ว

โดยธรรมชาติ อวิชชา พญามาร ทำให้จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ คือเรามีสมบูรณ์แบบในใจของเราอยู่แล้ว

ทำสัมมาสมาธิ ทำความสงบสุข นี่ทำให้จิตเป็นอิสระจากการครอบงำของกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วมันสงบสุขแล้ว พอจิตมันสงบ เราน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกิเลส แล้วพอมันใช้กำลัง มันใช้พลังงานแล้วมันต้องเบาบางลงเป็นเรื่องธรรมดา แล้วเราเห็นใหม่ด้วย เราไปเห็นเริ่มต้นขึ้นมามันสะเทือนกิเลสด้วย มันเลยหลุดไม้หลุดมือไง มันเลยจับพลัดจับผลู จับสิ่งใดไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันไง แล้วถ้ามันเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องตกใจ

สิ่งที่ผ่านมาแล้วมันเป็นอดีต มันเป็นอนาคตแล้วแหละ สิ่งที่ผ่านมาแล้วมันเป็นอดีต อนาคตยังมาไม่ถึงใช่ไหม เราก็วาง แล้วเริ่มต้นใหม่ กลับมาพุทโธ กลับมาใช้ปัญญาอบรมสมาธิ มันก็ต้องมาสร้างกำลังที่จิตของตน

แล้วถ้าจิตของตน สิ่งที่รู้ที่เห็นแล้วมันฝังใจ มันสะเทือนใจ แต่ถ้าฝังใจและสะเทือนใจ จะพยายามทำอยู่อย่างนั้น จะพยายามจะเอาให้ได้อย่างที่เคยเป็น นี่มันเป็นสัญญา สัญญาคืออารมณ์เดิมที่เคยทำได้ สัญญาคือความจำได้หมายรู้ มันไม่ใช่เป็นความจริง

ขณะที่จิตมันรู้มันเห็นนั่นมันเป็นความจริง แล้วเพราะมันเป็นความจริง มันถึงสะเทือนหัวใจ เพราะมันเป็นความจริง มันเห็นกิเลส มันถึงได้รสของธรรม

แต่ถ้าจิตเวลาสมาธิมันเบาบางลง เราก็จะเอาอย่างนั้น เราทำอย่างนั้นด้วยสัญญา มันไม่ใช่ความจริง สัญญาคืออดีตอนาคต สิ่งที่มันเคยผ่านไป เราจำอารมณ์นั้น เราจำภาพนั้น เราต้องการสภาพแบบนั้น แล้วเราจะให้แบบนั้น มันก็ได้สิ เพราะเราเคยเป็น เราเคยเห็น เราก็คิดเอาไง สัญญาคือการคิดเอา การสร้างสรรค์เอา มันไม่เป็นข้อเท็จจริงไง รสของธรรมถึงไม่มี รสของธรรมไม่มี แล้วถ้าทำอย่างนั้นต่อไปโดยความไม่เข้าใจของตน มันจะเสื่อมไปเรื่อยๆ

คำว่า “เสื่อมไปเรื่อยๆ” คือมันอ่อนแอไปเรื่อยๆ แล้วมันจะทำสภาพอย่างนี้ไม่ได้ไปเรื่อยๆ เราก็ไม่เข้าใจ เราไม่เข้าใจเพราะเราคิดว่าเราทำเหมือนเดิม เราทำอันเดิม แล้วมันเคยได้อย่างนี้ เราจะทำของเราอย่างนี้ต่อไป มันก็จะเริ่มเบาไปๆ จนแห้งแล้ง จนเป็นการเครียด จนเป็นการฝึกหัดปฏิบัติโดยที่มันตีอกชกตัวไม่ได้ผล

แต่ถ้ามีวาสนานะ สิ่งที่ทำมาแล้วมันก็เป็นอดีตมาแล้ว เราจะไปตีอกชกตัว มันจะไม่เป็นประโยชน์แก่ใครทั้งสิ้น วาง พุทโธ ปัญญาอบรมสมาธิ พอจิตมันฟื้นขึ้นมาได้ เดี๋ยวมันเห็นเหมือนเดิม แล้วเห็นเหมือนเดิมนะ มันเห็นโอกาสใหม่

ฉะนั้น เวลาการฝึกหัดปฏิบัติ ภาวนามยปัญญาที่ใช้กันอยู่นี้ ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติมาแล้ว ทำซ้ำๆ เพราะอะไร เพราะการทำซ้ำๆ กิเลสมันจะเบาลง

สิ่งที่ต่อต้าน สิ่งที่มันคอยเท็จคอยทูล คอยหลอกคอยลวง แล้วเราก็ผิดพลาดกับมันมาตลอด มีสติปัญญาเท่าทันมันมากขึ้น แล้วพอทำมากขึ้น รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม มีรสชาติที่ดูดดื่ม รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง

สิ่งที่มันฝังใจ สิ่งที่มันผูกมัด สังโยชน์เครื่องร้อยรัด แก้ไขได้ยาก สิ่งในโลกนี้ที่ว่ามันเป็นแก่นสาร ไม่มีอะไรเหนียวแน่นไปกว่ากิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน เพราะมันเป็นนามธรรม ใจของเรานี้เป็นนามธรรม แต่ทำสัมมาสมาธิ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ เป็นรูปธรรม เป็นรูปธรรมเลย รูปของจิต แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา กองทัพธรรม กองทัพกิเลสเลย

กองทัพธรรม มรรค ๘

กองทัพกิเลส พญามาร ลูกหลานของมาร

เวลามันเข้าไปพิจารณา ถ้าวิปัสสนา เห็นไหม กองทัพกิเลสกับกองทัพธรรมมันประหัตประหารกันบนสมถกรรมฐาน บนหัวใจของผู้ที่ปฏิบัตินั้น

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว ท่านเดินจงกรรมได้ทั้งวันทั้งคืนเป็นปีๆ เพราะมันมีกิเลสไง มันมีการกระทำ มันมีการประหัตประหารกันขึ้นมาท่ามกลางหัวใจของตน มันปฏิบัติไปแล้วมันเป็นปัจจุบัน มันจะได้จะเสีย มันจะมีแพ้มีชนะ

ถ้ามันเป็นสัญญา เห็นไหม เคยทำได้ เคยเป็นไป มันเบาบางลง กิเลสมันชนะ เราแพ้ แต่ถ้าเรากลับไปทำสัมมาสมาธิ เราฝึกหัดใช้ปัญญาของเราให้มากขึ้น เวลาวิธีการด้วยมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ สมาธิก็ชอบ สติก็ชอบ ทุกอย่างชอบธรรมขึ้นมา มันมีกำลังของมันขึ้นมา เวลาปัญญามันหมุนติ้วๆ หลวงตาพระมหาบัวท่านใส่ของท่านเต็มที่ มันหมุนติ้วๆๆ มันบดบี้กิเลส

กิเลสมันวิ่งถอยหลบซ่อนในหัวใจของตน ไม่ใช่มันพ่ายแพ้นะ มันหลบมันซ่อน มันมุดอยู่ที่ฐีติจิต มันถึงเป็นตทังคปหานไง

เวลาจิตของเรามีกำลังขึ้นมา ปัญญาของเราขึ้นมา มันมีกำลังขึ้นมา มันบดมันบี้ โอ๋ย! กิเลสมันก็ถดมันก็ถอย ไม่มีครูบาอาจารย์นะ บรรลุธรรมนะ

วงรอบหนึ่งคือพิจารณาหนหนึ่ง ตทังคปหานคือกิเลสมันหลบซ่อนตัวหนึ่ง เราไม่เห็นมัน เราไม่รู้จักมันหรอก นี่เขาเรียกว่าชั่วคราวๆ

ชั่วคราวคืออะไร

ชั่วคราวคือมันหลบมันซ่อน มันยังไม่ได้ละไปจากใจของผู้ที่ปฏิบัตินั้น

ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์บอกให้ทำซ้ำ ให้ทำอย่างนั้น ทำที่ถูกต้องนั่นแหละถูกต้องแล้ว แต่ต้องทำอีก

แต่ของเรา โอ้โฮ! มันเหนื่อยนะ โอ๋ย! มันยากมาก

มันยากหรือมันเหนื่อยก็กรรมของสัตว์ไง ขิปปาภิญญา ปฏิบัติง่ายรู้ง่ายไง คนที่ไม่มีอำนาจวาสนานะ เผชิญแล้วเผชิญอีก เข้าไปต่อสู้ขนาดไหน พ่ายแพ้ตลอด มันอยู่ที่เวรกรรมของสัตว์ อยู่ที่อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลที่สร้างมา พระอรหันต์เอตทัคคะ ๘๐ องค์ ๘๐ วิธีการ ๘๐ อำนาจวาสนาของแต่ละองค์ ไม่เกี่ยวกัน

ไอ้ของเรา เราปฏิบัติ จะสมบัติของครูบาอาจารย์องค์ใดก็สาธุของท่าน ไอ้ของเรานี่กำลังเข้าประหัตประหารกัน

อย่าท้อแท้ อย่าวิตกกังวล มันเป็นสมบัติของเรา มันเป็นอำนาจวาสนาของเรา แค่ทำสมาธิได้ก็เก่งแล้ว ยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้มันเห็นร่องรอยในแนวทางพระพุทธศาสนานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินมาอย่างนี้ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติของท่านมาอย่างนี้

ไอ้เรา ร่องรอยที่ฝึกหัดปฏิบัติมามันกำเนิดขึ้นมาในใจของเราอยู่แล้ว เราเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา เอาจริงเอาจังขึ้นมาให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทา มัคโค ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

อย่าออกนอกลู่นอกทาง อย่าให้เป็นหอคอยงาช้าง อย่าให้กิเลสมันปลิ้นมันปล้อนขึ้นมาเสี้ยม มาสอพลอ เราไม่ต้องการ

เราต้องการความรู้แจ้ง สันทิฏฐิโก รู้แจ้งจำเพาะตน

ถ้ามันเป็น ทำซ้ำทำซาก ถึงเวลานะ ถ้ามันสมดุลของมัน เขาเรียกว่ามรรคสามัคคี มรรคมันรวมตัวของมัน มรรคสามัคคี สมุจเฉทปหาน นิโรธ ดับทุกข์เลย กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ แยกออกจากกันโดยสัจจะโดยความจริงข้อเท็จจริง

แต่ใครรู้ ใครเห็น เห็นจริงหรือเห็นตบแต่ง เห็นจริงหรือเห็นสอพลอ เห็นจริงหรือเห็นปั้นแต่ง

ถ้าเห็นจริงนะ ขาดแล้วคือขาด กิเลสตายหนเดียว

แต่เวลาถ้ามันหลบมันซ่อน มันสลบ มันแกล้งตายนะ ตายบ่อยครั้ง ตายแล้วตายเล่า ไม่มีตาย มันแกล้ง กิเลสแกล้งตาย ไม่ได้ตาย

เวลานิโรธ ขณะดับทุกข์ นี่โดยข้อเท็จจริง สังโยชน์ขาด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรามาส พอสังโยชน์มันขาดแล้วมันเกิดวิจิกิจฉาไหม มันสงสัยไหม มันจะเอาอะไรไปลูบไปคลำ ถ้ามันเป็นความจริงของมันไง มันถึงเป็นการฝึกหัดปฏิบัติของเรา ทำให้มันสมบูรณ์แบบ เอวัง